เซนเน แลมเมนส์ ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานโดยรวม ในเกมพรีเมียร์ลีกที่บุกไปแพ้นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 1-2 ซึ่งนับเป็นความปราชัยนัดแรกของทีมในลีกตลอดปี 2026 และยังเป็นการสิ้นสุดสถิติไร้พ่าย 11 เกมติดต่อกันอีกด้วย
ผู้รักษาประตูรายนี้เห็นตรงกับ ไมเคิล คาร์ริคว่า ยูไนเต็ดไม่สามารถเล่นในแบบที่ควรจะเป็นได้ตลอดทั้งเกม แม้จะกลับมาตีเสมอได้ก่อนหมดครึ่งแรก แต่สุดท้ายก็ยังไม่ดีพอที่จะรักษาผลการแข่งขันเอาไว้ หลังโดนวิลล์ โอซูลา ซัดประตูชัยในช่วงท้ายเกม
แลมเมนส์ ยอมรับว่า ทุกคนรู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มแล้วว่านี่จะเป็นเกมเยือนที่ยาก โดยเฉพาะกับบรรยากาศในสนามเซนต์ เจมส์ พาร์ค ที่กดดันอย่างหนัก เขามองว่าครึ่งแรกของทีมยังห่างไกลจากคำว่าดีที่สุด แม้การตีเสมอในช่วงทดเวลาจะช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาได้บ้าง และการที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 คนก็ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้ยูไนเต็ดคุมเกมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แลมเมนส์ ชี้ว่าทีมได้รับการเตือนแล้วว่า สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเกมจะง่ายขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่เร่งกดดันและเจาะแนวรับของคู่แข่งให้ได้เร็วพอ เกมก็อาจเปลี่ยนได้จากจังหวะเดียว และสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงในท้ายที่สุด
เขามองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่รายละเอียดบางจุด แต่เป็นภาพรวมของทั้งทีมที่ยังไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้น พละกำลัง หรือความมุ่งมั่นในการเล่น ซึ่งเมื่อเจอกับคู่แข่งระดับนี้ โดยเฉพาะในเกมเยือนที่แฟนบอลเจ้าถิ่นหนุนหลังเต็มสนาม หากคุณเล่นต่ำกว่ามาตรฐานพร้อมกันหลายคน โอกาสคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการก็ย่อมยากมาก

นอกจากนี้ Senne Lammens ยังย้ำว่า ในลีกระดับนี้คุณอาจมีวันที่เล่นไม่ออกได้เป็นรายบุคคล แต่ไม่ควรเป็นวันที่ทั้งทีมฟอร์มตกพร้อมกัน เพราะนั่นคือสิ่งที่ลงโทษคุณได้ทันที และยูไนเต็ดก็ต้องจ่ายราคาในเกมนี้อย่างชัดเจน
แม้ความพ่ายแพ้จะน่าผิดหวัง แต่ยูไนเต็ดยังมีเวลา 11 วันในการเตรียมตัวก่อนเกมลีกนัดต่อไป ซึ่งจะเป็นแมตช์สำคัญในการลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กับแอสตัน วิลล่า ที่จะบุกมาเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด
Lammens ยอมรับว่า บรรยากาศหลังจบเกมเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่เขาเชื่อว่าทีมต้องใช้ช่วงเวลาที่เหลือในการกลับมาทบทวน ปรับปรุง และยกระดับความเข้มข้นในการซ้อม เพื่อให้พร้อมตอบสนองอย่างถูกต้องในนัดถัดไป และกลับมาแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่แท้จริงของทีมอีกครั้ง
