เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1937 ที่เมืองแอชิงตัน มณฑลนอร์ทัมเบอร์แลนด์ ในครอบครัวที่สายเลือดฟุตบอลไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพราะลุงของเขาคือแจ็ค มิลเบิร์น อดีตดาวยิงตำนานแห่งนิวคาสเซิล พรสวรรค์โดดเด่นตั้งแต่เด็กทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดดึงตัวเขาเข้าร่วมทีมตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ภายใต้การดูแลของเซอร์ แมตต์ บัสบี้ กุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

ประวัติส่วนตัว เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน
แต่ชีวิตพลิกผันในคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 เมื่อเครื่องบินของทีมตกที่สนามบินมิวนิก คร่าชีวิตเพื่อนร่วมทีมและสตาฟฟ์รวม 21 ราย ชาร์ลตันอายุเพียง 20 ปีรอดมาได้ด้วยบาดเจ็บเล็กน้อย แต่บาดแผลในใจนั้นติดตามเขาไปตลอดชีวิต และกลายเป็นแรงผลักดันที่เงียบแต่ทรงพลังที่สุดในอาชีพนักเตะของเขา ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกนัดที่เขาลงสนามคือการแสดงความเคารพต่อเพื่อนที่ไม่มีโอกาสได้เล่นอีกแล้ว
เขาอุทิศชีวิตให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนาน 17 ปีเต็ม ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 1973 แล้วกลับมาในฐานะกรรมการบอร์ดบริหารในปี 1984 เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตันจากโลกนี้ไปอย่างสงบในวันที่ 21 ตุลาคม 2023 วัย 86 ปี ทิ้งไว้แต่มรดกที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย

จุดเด่น บ็อบบี้ชาร์ลตัน
ถ้าจะอธิบาย บ็อบบี้ชาร์ลตัน ด้วยคำเดียว คำนั้นต้องเป็นคำว่า สมบูรณ์ เพราะเขาคือมิดฟิลด์ที่ไม่มีช่องโหว่ให้คู่แข่งจับจุดได้จุดเด่นที่น่ากลัวที่สุดคือลูกยิงระยะไกลที่ทรงพลังทั้งสองเท้า ผู้รักษาประตูหลายคนในยุคนั้นสารภาพว่ามองไม่ทันกระทั่งลูกออกจากเท้า ลูกยิงทั้งสองประตูในรอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยนคัพ 1968 ยังคงถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในประตูที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษจนถึงทุกวันนี้
นอกจากพลังยิงที่น่ากลัวแล้ว ชาร์ลตันยังมีสายตาอ่านเกมที่ล้ำหน้าทุกคนในสนาม เขาไม่ได้วิ่งตามลูกบอล แต่วิ่งไปยืนรอลูกบอลอยู่ก่อนแล้วเสมอ ความสามารถในการมองภาพรวมทั้งสนามทำให้เขาควบคุมจังหวะการเล่นของทีมทั้งหมดได้เพียงคนเดียว และยังมีสแตมิน่าที่ทนทานอย่างเหลือเชื่อ วิ่งเต็มพิกัดได้ตลอด 90 นาทีโดยไม่มีทีท่าอ่อนล้าแม้แต่น้อยสิ่งที่ทำให้เขายิ่งใหญ่กว่านักเตะทั่วไปคือน้ำใจนักกีฬาที่หาได้ยากในยุคนั้น ตลอดอาชีพ 17 ปีในพรีเมียร์ลีก เขาได้รับใบเหลืองเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในยุคที่สนามหญ้าโหดกว่าสนามมวย นั่นบอกทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นสุภาพบุรุษของเขา

ผลงาน
ในระดับสโมสรกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชาร์ลตัน ลงเล่นรวม 758 นัด ยิง 249 ประตู และคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 สามสมัยในปี 1957, 1965 และ 1967 รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพปี 1963 จุดสูงสุดของชีวิตสโมสรคือการพาแมนยูไนเต็ดคว้ายูโรเปี้ยนคัพในปี 1968 ในฐานะกัปตันทีม ด้วยการยิงสองประตูในรอบชิงชนะเลิศเพื่อเอาชนะเบนฟิก้า 4-1 ทำให้สโมสรกลายเป็นทีมอังกฤษแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าถ้วยยุโรปได้สำเร็จ
ในระดับทีมชาติ เขาลงเล่นให้อังกฤษ 106 นัด ยิงรวม 49 ประตู ซึ่งเป็นสถิติชาติที่ยืนอยู่ยาวนานถึง 45 ปีก่อนที่เวย์น รูนี่ย์จะมาทำลายในปี 2015 ในบอลโลก 1966 เขายิง 4 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ รวมถึง 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศที่พาอังกฤษผ่านโปรตุเกสของยูซีบีโอ ก่อนจะยกถ้วยโลกที่เวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศที่อังกฤษเอาชนะเยอรมันตะวันตก 4-2 ต่อเวลา
สำหรับรางวัลส่วนตัว เขาคว้าบัลลงดอร์ปี 1966 ในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมแห่งยุโรป ตามด้วยรองบัลลงดอร์อีกสองปีซ้อนในปี 1967 และ 1968 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เซอร์จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 1994 และชื่อของเขาถูกจารึกร่วมกับจอร์จ เบสต์ และเดนิส ลอว์ บนอนุสาวรีย์ The United Trinity หน้าโอลด์แทรฟฟอร์ด ในฐานะสามตำนานที่นิยามแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในยุครุ่งเรืองที่สุดตลอดกาล

